วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559


Top 10 Trending Lifestyle Products


ฝนตกๆ แบบนี้ ขี้เกีจออกจากบ้านเป็นที่สุด แต่บางทีก็เกิดกิเลสอยากช้อปปิ้งนะ โชคดีที่เดี๋ยวนี้พวกเว็บหรือแอพช้อปปิ้งมีให้เลือกดูสินค้าต่างๆ เยอะมาก ดูกันจนตาแฮะ บัตรเครดิตในมือนี่สั่นระริกเลยทีเดียว พี่อยากช้อปแล้วล่ะ เลยขอนำเสนอสินค้าชิคๆ ที่ไปค้นเจอมาให้ดูกัน จริงๆ คือเอาไว้เป็น Wish List เตือนความจำตัวเองด้วยนั่นแหละ

 
ส่วนใหญ่ที่เอามารวบรวมไว้ เป็นเว็บและแอพของเมืองนอกซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เค้าก็มีชิปปิ้งมาที่ไทยด้วย ก็สะดวกดี แต่ก็แอบเจอเว็บ/แอพ ช้อปปิ้งของไทยด้วยเหมือนกัน ไปดูกันเลยดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง (คำเตือน: โปรดระวังกระเป๋าสตงาค์ในมือท่านไว้ให้ดี)



1. แว่นตากรอบทรงพระอาทิตย์ “Seeing Stars” ของแบรนด์ House 
    Of Holland  ราคา 4,202 บาท




ถูกใจแว่นกันแดดอันนี้ เพราะกรอบกับสีของมันนี่แหละ แว่นกันแดดทรงกลม เส้นรอบวงเป็นหยักๆ เหมือนเส้นรัศมีของพระอาทิตย์ แถมยังสีพิงค์ โกลด์อีก ใส่แล้วเกิดแน่นอน ชอบแบรนด์ House Of Holland ที่เป็นแบรนด์ดังจาก UK นี้ด้วย ดูราคาก็แอบแรงนิดนึง แต่ก็ยังดีที่ไม่ถึงหมื่นให้กระเป๋าตังค์ต้องเกิดการสั่นไหวจนเกินไปนัก

ดูสินค้า



2. แว่นตาทรงแคทอายสีชมพูช็อกกิ้ง พิงค์ “Magic Cat-Eye” ของ
    แบรนด์ Le Specs Halfmoon






สีชมพูช็อคพิงค์ของกรอบแว่นกันแดดทรงแคทอายอันนี้มันช่างแรงได้ใจจริงๆ แถมยังตัดกับเล่นโพลาไรซ์สีฟ้าอ่อนๆ แบบฉับๆ อีกด้วยแหละ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์จากออสเตรเลีย เห็นมีเพจในไทยบอกว่าเป็นผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการเหมือนกัน แต่ราคาในเว็บ The Outnet  ลดตั้ง 50% แน่ะ อย่างงี้ก็ต้องคุ้มกว่าแน่นอน

ดูสินค้า



3. หูฟังไม้ไผ่ “BAMBOO WEMBLEY EARBUD W/ VOLUME 
    CONTROL” ของแบรนด์ “LSTN Sound”





การซื้อของจากหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง บางทีก็ดีไปอย่าง เพราะเราจะอุ่นใจได้ว่าเราได้ของแท้จริงๆ ไม่ย้อมแมว แถมถ้ามาถูกจังหวะ บางทีก็เจอตอนมันลดราคาด้วย อย่างหูฟังไม้ไผ่อันนี้ก็ลดราคาลงจาก 99.99$ เหลือแค่ 79.99$ เอง ใช้แล้วดูฮิปสะเต้อดีนะ อะไรไม้ๆ เนี่ย

ดูสินค้า



4. หูฟังแบบเฮดโฟน รุ่น “TAYLOR MAY KWOK” ของแบรนด์ 
    “Friends”





เคยเห็นหูฟังทรงเก๋ๆ นี้ในเอ็มวีของนักร้องเมืองนอกสักคนนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่ายี่ห้ออะไร เสิร์ชไปจนเจอว่าเป็นของ “Friends” แบรนด์ที่นำเสนอ Electronic Accessories แบบนำแฟชั่น รุ่นนี้เป็น รุ่น “TAYLOR MAY KWOK” สีขาวตัดเงิน หุ้มตรงที่ครอบหูด้วยหนัง แต่ราคาแอบแรง คิดเป็นเงินไทยแล้วหมื่นกว่าบาทเชียวแหละ แต่จะลองไปดูที่เว็บไซต์ official ของแบรนด์เลยก็ได้นะ

ดูสินค้า



5. ลำโพงดีไซน์เป็นตู้แอมป์ ขนาดพกพา MyAmp Speaker




คือว่าแฟนเราเป็นดีเจ นางก็จะมีพรอพที่เกี่ยวกับเสียงดนตรีมากมาย ทั้งหูฟัง ทั้ง DJ Controller ทั้งแอมป์ ทั้งกระเป๋าใส่เครื่องคอนโทรลเลอร์ ถ้าหาแอมป์แบบยกหิ้วไปไหนง่ายๆ ให้นางไว้ใช้สักอัน ไม่รู้จะดีมั้ย ของ 500Trends เค้าถูกดีด้วย เว็บนี้ดีตรงที่มีแอพด้วย ซื้อง่ายจ่ายเงินสะดวก แถมมีโปรโมโค้ดให้อีกด้วยนะ แล้วราคาสินค้าเค้าถูกกว่าที่ช็อปด้วย เช็คมาละ

ดูสินค้า



 6. เคส iPhone 6/6s ลายทางขาว - ดำ ของ “MICHAEL Michael 
    Kors”




ช่วงนี้ไอโฟน 6 เริ่มเยินแล้ว กำลังมองหาเคสสวยๆ เท่ๆ สักอัน พวกสีลูกกวาดไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ อยากได้สีสไตล์โมโนโครม แต่ก็ยังมีความน่ารักแบบผู้หญิงๆ อยู่ มาเจอเคสของ ไมเคิล คอร์ อันนี้ถูกใจเลย ราคาก็ไม่แพงด้วย เว็บนี้สะดวกตรงที่โชว์ไว้ด้านบนว่า Shipping เมืองไทยนะ ราคาก็เลือกเป็นราคาบาทได้ด้วย สะดวกดี ไม่ต้องไปนั่งคำนวณค่าเงินกันไว้ให้วุ่นวาย

ดูสินค้า



 7. นาฬิกาข้อมือสีดำ แบรนด์ Nixon รุ่น Patriot Stainless Steel



หานาฬิกาเท่ๆ ให้แฟนสักเรือน มาถูกใจอันนี้ เพราะเป็นสีดำทั้งเรือน ดูขรึมขลังดี แถมหน้าปัทม์ก็ดูง่าย ไม่มีอะไรยุ่งเหยิงดี ราคาไม่แรงเท่าไหร่ ชอบเว็บนี้ตรงที่ เค้าจะขึ้นโชว์บน Tab Bar ข้างบนเลยว่า  Shipping to ประเทศไทย (โชว์รูปธงชาติไทย) จะได้รู้ๆ กันไปเลยว่าเธอจะมาส่งที่ประเทศชั้นรึเปล่า ไม่ต้องไปหาอ่านใน shipping Policy ให้มันวุ่นวาย

ดูสินค้า



 8. นาฬิกาข้อมือ Elegant Design Watch




หานาฬิกาเท่ๆ ให้แฟนแล้ว ก็ต้องหานาฬิกานเก๋ๆ ให้ตัวเองด้วย มาเจอเจ้าเรือนนี่ ถูกใจเลย เพราะดีไซน์ของมันช่างมินิมัลลิสต์เสียจริง มีจุดบอกเวลาอยู่แค่จุดเดียวเอง ที่เหลือเป็นพื้นขาวโล่งเชียว ฝึกการดูเวลาไปในตัว ส่วนตัวคงเลือกสีดำ เพราะชอบสีเท่ๆ คุมโทนแบบนี้ แล้วสีมันก็เข้ากับอันที่ดูให้แฟนพอดี เรือนนี้แค่ 350 บาทเอง


ดูสินค้า



9. คลัทช์ทรงซองจดหมาย สีชมพูอ่อน แบรนด์ “Rebecca Minkoff” รุ่น Leo Saffiano



เดี๋ยวนี้เวลาจะหาซื้อกระเป๋าสวยๆ สักใบ พวกแบรนด์แฟชั่นไฮสตรีทไม่ค่อยมีสวยๆ เลย แถมผลิตไม่ค่อยได้คุณภาพอีกต่างหาก เลยเริ่มหันมาช้อปกระเป๋าแบบออนไลน์แทนแล้วล่ะ เพราะสวยกว่า แบบแปลกกว่า และใช้วัสดุคุณภาพกว่าแบรนด์ไฮสตรีทเยอะเลย บางทีก็เข้าไปดูในเฟซบุ๊คเพจของแบรนด์กระเป๋าไทยๆ บางทีก็หาดูจากเว็บเมืองนอกนี่แหละ  อย่างคลัทช์สีชมพูอ่อนใบนี้ของแบรนด์ “Rebecca Minkoff” สวยเรียบง่ายถูกใจดี ทรงซองจดหมาย ประดับด้วยซิปสีเงิน เหมาะกับวันที่ต้องเป็นทางการ แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นแฟชั่นนิสต้านะ

ดูสินค้า



 10. ชุดน้ำแข็งไม่มีวันละลาย Immortal Ice




ประสบปัญหากินเครื่องดื่มใส่น้ำแข็ง แล้วน้ำแข็งละลายเร็วเหรอ? ลองใช้ไอ้นี่สิ “Immortal Ice” เราเคยเห็นในนิตยสารเมืองนอกนานมาแล้ว หาซื้ออยู่ มาเจอใน 500Trends พอดี มันแนวๆ ดีอ่ะ แค่เอาเจ้าก้อนนี่ไปแช่ทิ้งไว้ในช่องฟรีซ พอจะใช้ก็แค่เอาออกมาใส่ในเครื่องดื่ม แค่นี้เครื่องดื่มก็จะเย็นสดชื่นแล้ว โดยที่ไม่มีน้ำแข็งละลายให้เสียรสชาติของเครื่องดื่มด้วย แถมตอนนี้สินค้าชิ้นนี้ต้องการอีกแค่ 3 คะแนนเสียง ที่จะโหวตให้มันลดราคา 50% ด้วยแหละ รีบๆ ไปสมัครสมาชิกเว็บ แล้วก็เข้าไปกด Unlock 50% Off กันนะเธอ!


ดูสินค้า



มีแต่ของสวยๆ น่าซื้อทั้งนั้นเลย กระเป๋าตังค์สั่นระรัวเชียวแหละ  ยูววว!

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Biore UV Aqua Rich

พอดีครีมกันแดดบิโอเรขวดม่วงๆ ตัวที่ใช้อยู่ประจำมันหมดกลางอาทิตย์พอดี อาทิตย์นี้ไม่ได้กลับไปนอนบ้านซะด้วยสิ เพราะไปนอนค้างคอนโดเพื่อน เลยจำต้องไปหาซื้อขวดใหม่ที่วัตสันในห้างแถวๆ ออฟฟิศ เลยไปได้ขวดนี้มา เพราะว่าขวดสีม่วงแบบที่ใช้อยู่มันหมด หลังจากจดๆ จ้องๆ อยู่นานว่าจะซื้อตัวนี้ดีมั๊ย เพราะมันมีค่า SPF แค่ 30 PA+++ เท่านั้น แต่ไอ้ที่ใช้อยู่ประจำอ่ะมัน SPF 50 PA+++ ตอนแรกก็เกรงว่าประสิทธิภาพในการกันแดดมันจะไม่โอ

แต่โชคดีที่ในร้านมันมีตัวเทสเตอร์ เลยหยิบมาลองทาที่มือดู เออเกลี่ยง่ายดีแฮะ ไม่เป็นคราบขาว แล้วก็ไม่มันด้วย เพราะเบสของมันเป็นน้ำ ไม่ใช่น้ำมัน แถมพอแห้งแล้ว มันยังวิ้งๆ ทำให้ดูใสๆ ด้วยอ่ะ ไม่ได้พอกหนาเป็นโบกปูน เออ ใช้ได้แฮะ หลอดละ 249 บาท เอง เราว่าใช้ดีกว่าครีมกันแดดแบรนด์เคาน์เตอร์บางตัวที่เคยลองอีกนะ

ใครหาครีมกันแดดแบบไม่มัน เนื้อเบาๆ และกันแดดดีๆ ลองไปซื้อมาใช้ดูนะ เราว่าครีมกันแดดทุกไลน์ของบิโอเรโอเคเลยเเหละ ราคาไม่แพงด้วย แต่ถ้าใครจะออกแดดหนักๆ คงต้องใช้ตัวที่เราใช้อยู่ประจำนะ เพราะค่า SPF มันสูงกว่า


ชอบอ่ะ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Sence of Scent

(จากซ้าย) The Vert, Aqua Sahhpire,
Clinique Happy Heart, CK One Summer
  เมื่อก่อนตอนเด็กๆ มีตังค์ค่าขนมแค่ไม่กี่ร้อย เรา
  ก็ชอบซื้อพวกเอเวอร์เซนส์  พวก 12 พลัส มาใช้
  ชอบให้ตัวมีกลิ่นหอมๆ  ก็คงเหมือนผู้หญิงหลายๆ
  คนแหละเนอะ ที่ชอบให้ตัวหอม มันดูแล้วเหมือน
  แต่งตัวเสร็จจริงๆ มากกว่าไม่ฉีดน้ำหอมนะ สำหรับ
  เรานะ

  ตอนนี้ทำงานแล้ว มีตังค์เป็นของตัวเอง เลยขยับมา
  ซื้อน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ แบรนด์ที่ใช่เก็บ ไว้บ้าง หลัง
  จากที่ตอนเป็นนักศึกษา เคยแต่ได้รับมรดกจากพี่
  สาวที่เป็นญาติกัน


  น้ำหอมกลิ่นที่ชอบ ต้องเป็นพวกกลิ่นเปรี้ยวๆ ส้มๆ
  มะนาวๆ เท่านั้น  พวกกลิ่นเย็นๆ กลิ่นหวานๆ แบบ
  ดอกไม้ทั้งหลาย เราได้กลิ่นแล้วจะเวียนหัวๆ ชอบ
  กล




ตอนนี้ก็มีน้ำหอมไม่เยอะหรอก เพราะชอบอยู่ไม่กี่กลิ่น แถมที่ร้ายคือ ฉีดไปตั้งเยอะ แต่กลิ่นติดไม่ทนเลย เพราะเราเป็นคนผิวแห้งมาก และตัวก็ไม่มีเหงื่ออีก น้ำหอมเลยซึมลงผิวหมด ไม่เหลือติดผิวชั้นบนเลย เซ็ง !!!




ส้มและอำพัน
ตอนนี้กลิ่นที่โปรดที่สุด คือ CK One Summer ชอบเพราะกลิ่นมันเปรี้ยวๆ แล้วก็ติดกลิ่นแปลกๆ คาดว่ามันน่าจะเป็นกลิ่นของใบ Cedar กับ ใบ Patchouli  (หรือชื่อไทยคือพิมเสนนั่นเอง) ที่เป็น Base Nose ของมันนี่แหละมั้ง แล้วพอดมอีกที ก็จะได้กลิ่นส้มๆ มะนาวๆ หอมซับซ้อนมาก ดมแล้วรู้สึกว่าเป็นกลิ่นตัวที่สะอาดดีนะ

5ดาว




ลิ้นจี่
อีกกลิ่นที่ชอบมาก และซื้อมาด้วยความบังเอิญคือน้ำหอมแบรนด์ญี่ปุ่นที่ขายอยู่บนชั้นของใช้เก๋ๆ ของพารากอน (จำชั้นไม่ได้แล้ว ชั้น 5 มั้ง) มันมีชื่อว่า Aqua Sahhire 2 Risingwave Eau  De Parfume (ราคา 1290 บาท) กลิ่นตอนแรกดมแล้วไม่รู้ว่ากลิ่นอะไรกันแน่ แต่พอใช้ไปสักพัก อ๋อ มันเป็นกลิ่นลิ้นจี่นี่เอง กลิ่นมันแปลกมาก ต้องลองมาดม กลิ่นกลมๆ ไม่แหลม ดมแล้วไม่เหมือนใครดี เพราะไม่ค่อยมีใครซื้อมาฉีด

5 ดาว




ชาเขียว
มันคือแบรนด์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีน้ำหอมหอมมากๆ ขายอยู่หลายกลิ่นเลย เพราะเค้าขึ้นชื่อเรื่องสกินแคร์ กับสปามากกว่า แบรนด์นั้นก็คือ Yves Rocher นั่นเอง ตัวที่ซื้อมาคือ The Vert Eau De Cologne (Green Tea) มันเป็นแค่โคโลญจ์เท่านั้นนะ แต่ว่ากลิ่นมันหอมมาก กลิ่นจะเปรี้ยวๆ ตามสไตล์กลิ่นน้ำหอมที่เราชอบ แต่จะแฝงไว้ด้วยกลิ่นแนวใบไม้ๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นกลิ่นชาเขียวนั่นแหละ ชอบๆ

5 ดาว



สลัดผักผลไม้ กับดอกไม้
Clinique Happy Heart มันเป็นน้ำหอมที่กลิ่นฉุนมากๆ เพราะมันรวมเอาไว้ทั้งผลไม้ (ส้มแมนดาริน) ผัก (แตงกวา, แครอท) เครื่องเทศ ( Cassia หรือ ซินนามอน, Sandalwood หรือไม้แก่นจันทร์ และ White Woods) ดอกไม้ (ดอกไฮยาซินห์, ดอก Primula)

มันหอมฉุนมากซะจนเราฉีดเอง ดมเองยังเวียนหัว แล้วที่ซื้อมามันเป็นเช็ต ในเซ็ตก็มีครีมรวมอยู่ด้วย
ทาครีมกลิ่นเดียวกับน้ำหอมแล้ว ชายหนุ่มใกล้ตัวถึงกับเบือนหน้าหนี บอกว่าฉุนมาก เออ แล้วตกลงนี่มันดีมั๊ยล่ะนี่ ส่วนตัวไม่ชอบเท่าไหร่แฮะ สู้แบรนด์จากญี่ปุ่นไม่ได้เลยอ่ะ ในความรู้สึกของเราเท่านั้นนะ

2 ดาว




Wish List ขวดต่อไปคือ  Incanto  ของ   Salvatore Ferragamo  ที่พอดีได้ตัวอย่างกลิ่นมาดม แล้วติดใจในความหอมนวลๆ แต่ไม่หวานจนเลี่ยนของมัน หรือไม่งั้นก็  Madame  ของ  Jean Paul Gaultier

Oil Control Sunscreen

ครีมกันแดด Neutrogena และ Biore
เคยมั๊ยเวลาทาครีมกันแดด แล้วหน้ามันเยิ้มเลยเชียว กี่ยี่ห้อก็มาแนวๆ นี้กันหมดเราก็เปลี่ยนครีมกันแดดไปเรื่อยๆ เลยนะ ยังไม่เคยเจอที่ถูกใจ คือใช้แล้วหน้าไม่มันเกินไป แต่ก็ไม่แห้งด้านเกินไปแบบบางยี่ห้อ

เคยใช้ Shiseido Anessa SPF50+ PA+++ กันแดดพอได้ เคยใช้ตอนไปตีเทนนิสตอนบ่ายๆ กลับมาบ้านแล้วหน้าก็ไม่ได้ดำคล้ำมาก ทั้งๆ ที่เอาหน้าไปโดนแดดแรงๆ ตรงๆ เป็นเวลานาน
แต่ที่ไม่ปลื้มคือ ครีมกันแดดสูตรนี้ของ ชิเซโด มันเนื้อแมทต์เกินไป ทาแล้วหน้าแห้ง ด้านสุดๆ

แต่พอไปใช้ตัวอื่น หน้าก็กลับมามันๆ อีก พอไปเจอครีมกันแดดของ Biore UV Moist Face Milk SPF50+ PA+++  (ราคาประมาณ 285 บาท) ก็เลยถูกใจมาก

จริงๆ มันมีหลายสี หลายสูตร อย่างสีชมพูก็จะมีวิ้งๆ สีอมชมพู สีขาวก็ทาแล้วเนียนดี ทุกสูตรก็มีเบสเป็นน้ำเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่เราชอบสีม่วงที่สุด เพราะทาแล้วหน้าจะเงาๆ นิดนึง แค่เงาๆ นะไม่ใช่มันเยิ้ม

ประสิทธิภาพในการกันแดดก็โอเคเลย โดนแดดแรงๆ แล้วหน้าไม่ดำคล้ำ แถมเนื้อครีมมันไม่หนา
ด้วยอ่ะ ทาหลังจากทาครีมบำรุงผิวแล้ว โอเคเลยนะ


ส่วนอีกตัวนึง อันนี้ยังมีความมันอยู่นิดหน่อย แต่ไม่มากจนเยิ้ม ชอบตรงที่เนื้อครีมมันนุ่มลื่น เกลี่ย
ง่ายดี กันแดดดีด้วย นั่นคือ Neutrogena Ultra Sheer SPF50+ PA+++  (ราคา ประมาณ 389 บาท)



ครีมกันแดดสองแบรนด์นี้ก็ใช้ได้เลยนะที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย สวย หน้าไม่ดำ สบายกระเป๋าดี

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Scrub Away :: Make your skin glow in the cheaper way

Mango & Babassu
ตากแดดจนตัวดำ ผิวแห้งหยาบกระด้าง จริงๆ มันก็แก้ไขกันได้นะ แต่ว่าของอย่างนี้ต้องใช้เวลา และต้องขยันด้วย ไม่ใช่ขัดผิว ทาครีมไปวันสองวัน แล้วจะหวังให้ผิวมันขาวผุดผ่องเป็นยองใยไปตลอดกาล มันเป็นไปไม่ได้นะเพื่อนๆ



ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าผิวตัวชัดจะคล้ำๆ เพราะโดนแดดแรงๆ บ่อยเกินไป เราจะมีสูตรขัดตัว พอกตัวแบบธรรมชาติ หาสัตถดิบเอาจากตู้เย็นในบ้าน หรือถ้าในตู้เย็นไม่มี แค่เดินไปมินิมาร์ทหน้าปากซอยบ้าน ก็จะได้ของที่ต้องการแล้ว จะเอาสูตรที่ใช้อยู่เป็นประจำมาเล่าให้ฟังแล้วกันนะ เผื่อใครอยากลองไปทำตามดู


สูตรโยเกิร์ต + มะนาว + น้ำผึ้ง

สูตรนี้แค่เอาโยเกิร์ตรสธรรมชาติมาผสมกับน้ำผึ้ง และมะนาว คนๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็เอามาพอกลงบนตัว ที่อาบน้ำแล้วจนสะอาดและเช็ดผิวจนแห้งแล้วนะ ทาให้ทั่ว และก็นวดๆ จนเนื้อโยเกิร์ตที่แฉะๆ เริ่มข้นเหนียวแล้วซึมหายลงไปในผิว จริงๆ เราจะเป็นคนที่ชอบทาอะไรทิ้งเอาไว้ทั้งคืน เพราะมันให้ผลดีกว่าทาแค่แป๊บเดียว (มันก็จะเหมือนทาครีมลงบนผิวนั่นแหละ โยเกิร์ตพอแห้งแล้ว แทบไม่รู้สึกว่าเหมือนทาอะไร) แต่ทาใครไม่ชิน พอกทิ้งไว้สัก 1 - 2 ชม. แล้วค่อยล้างออกก็ได้ ถ้าผิวคล้ำมากๆ และอยากรีบขาวผ่อง เพื่อจะไปงาน ก็ให้บ่อยๆ หน่อยนะ ผิวมันจะขาวขึ้น เนียนนุ่มขึ้นด้วย เพราะกรดแลคติกในโยเกิร์ต กับกรดซิตริกในมะนาวจะไปทำให้รอยดำๆ จางลงนะ ส่วนน้ำผึ้งทำให้ผิวนุ่มขึ้น



สูตรมะขามเปียก

สูตรนี้ยิ่งง่ายใหญ่ แค่เอามะขามเปียกมาคั้นกับน้ำให้ได้น้ำมะขามเปียกข้นๆ เหนียวๆ แล้วเอามาทาที่ตัว
ตอนทาก็นวดๆ ถูๆ ให้มันซึมลงผิวสักหน่อย สูตรนี้มันจะแสบๆ หน่อยนะ ก็พยายามคิดว่าตัวเองเป็นแม่มณีในทวิภพก็แล้วกัน เพราะสูตรนี้โบราณมากๆ สูตรนี้ไม่ต้องทาทิ้งไว้นานนัก เพราะเดี๋ยวผิวจะแพ้กรด
ในมะขามเอาได้ ทิ้งไว้สักครึ่งชม.ก็พอแล้ว ล้างออกผิวจะขาวเนียนขึ้นเลยนะ เพราะเราก็ทำกับขาและเท้าของเราที่เป็นส่วนที่โดนแดดเยอะที่สุดในร่างกาย จนมันดูดีขึ้น และไม่เกรียมแดด



ส่วนถ้าใครขี้เกียจผสมนู่นนี่ให้ลำบาก จะใช้พวกผลิตภัณฑ์ขัดผิวพอกผิวที่เค้ามีขายในบูทส์ ในวัตสันก็ได้ หอมๆ ดี เราแนะนำสองยี่ห้อที่ใช้มาแล้วกับตัว และรู้สึกว่ามันดีจริงๆ คือ ผลิตภัณฑ์ขัดผิวของยี่ห้อไทยๆ อย่าง สบายอารมณ์ (เสียดายที่มันหมดแล้ว และเราดันลืมถ่ายรูปเก็บเอาไว้) สูตรที่เราใช้เป็นมะขามกับน้ำผึ้ง (ราคา 450 บาท ใช้ได้นานประมาณ 2 เดือน ถ้าขัดบ่อยๆ) ขัดตัวเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้พอกตัวได้ด้วย ใช้แล้วผิวใสขึ้นนะ


กับอีกตัวนึงคือ Boots Amazon Forest Mango & Babassu Body Scrub (กระปุกละประมาณ 285 บาท ไซส์ใหญ่บิ๊กเบิ้มมากๆ ) ครีมขัดตัวกลิ่นมะม่วงๆ เม็ดสครับละเอียดไม่บาดผิว อาบน้ำเสร็จแล้ว รอจนตัวเปียกหมาดๆ ก็เอาสครับตัวนี้พอกลงไปแล้วขัดวนเป็นวงกลมๆ ขัดนานๆ หน่อยนะ ให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วมันหลุดลอกออกมา พอล้างตัวจนสะอาด ผิวมันจะนุ่มขึ้นเลยอ่ะ เราเลยช๊อบ ชอบสครับตัวนี้ที่สุดเลยนะตอนนี้


สครับเสร็จแล้ว อย่าลืมทาครีมตามด้วยล่ะ ผิวจะได้ไม่แห้ง ตื่นขึ้นมาผิวจะนุ่มดีแหละ แต่ของอย่างนี้มันต้องทำบ่อยๆ และอดทนหน่อยนะ (แบบเราเมื่อคืนนี้ ที่ขัดตัวอยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงๆ แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วจับได้ผิวนุ่มๆ ก็คุ้มนะ)



เคล็ดลับสำคัญสำหรับคนที่อยากบอกลาผิวแห้ง แตก คล้ำเสียนะ เผื่อไม่ชอบสูตรที่เรานำเสนอ คืออะไรที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ตามธรรมชาติ ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้เป็นสครับขัดผิว พอกผิวได้ทั้ง
นั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็น สับปะรด มะละกอ ส้ม มะเขือเทศ ฯลฯ


ที่สำคัญมันถูกกว่าไปสปาเยอะเลยแหละ

Big Cleaning with Your Eyes by Cleansing Oil

Fasio Cleansing Oil กับ โฟมของ Neutrogena

เห็นหลายๆ คนชอบมาบ่นว่าเวลาเขียนขอบตา     หรือปัดมาสคาร่าแล้วมักจะล้างยาก โดยเฉพาะพวก
เครื่องสำอางที่กันน้ำ หรือมีเนื้อหนาๆ  หนักๆ  บางคนก็ใช้เบบี้ ออยล์เช็ดๆ ถูๆ ใช่มั๊ยล่ะ บางคน
ก็ใช้ Cleansing Cream หรือ Cleansing Lotion ใช่มั๊ย



แน่นอนว่าใช้ผลิตภัณฑ์พวกนี้แล้ว ย่อมดีกว่าล้างแค่โฟมล้างหน้ากับน้ำเปล่าแน่นอน แต่ก็ยังเห็นบ่นๆ กันอยู่ดี ว่าล้างออกยาก กว่าคราบอายไลน์เนอร์หรือมาสคาร่าจะออกหมด ต้องถูซะจนหนังตาแทบเหี่ยว


เราว่าลองเปลี่ยนมาใช้ Cleansing Oil  หรือ Cleansing Gel แบบที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และใช้มา
นานแล้วดูดีกว่ามั๊ย เพราะมันใช้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และไม่ทำให้หนังตาเหี่ยว


ยี่ห้อที่เราใช้อยู่ประจำคือ Fasio Perfect Cleansing Oil ขวดละประมาณ 285 บาท
(ไม่เกิน 300 บาทหรอก เดี๋ยวขอไปเช็คราคาอีกทีนะ) ซื้อมาขวดเดียว ใช้ได้เป็นครึ่งปี


ก่อนจะใช้แค่ทำหน้าให้แห้งๆ แล้วกดน้ำมันในขวดมานิดหน่อย นวดๆ ให้ทั่วใบหน้า เน้นไปที่เปลือกตา และขนตา จะเห็นพวกคราบอายไลน์เนอร์ กับมาสคาร่าค่อยๆ หลุดออกมาอย่างง่ายดาย นวดวนๆ จนแน่ใจว่าคราบมันหลุดออกมาหมดแล้ว ก็เอาน้ำมาลุบหน้าให้น้ำมันกลายเป็นน้ำนมสีขาว แล้วก็วักน้ำมาล้างหน้าเรื่อยๆ จนน้ำมันออกหมด ค่อยตบท้ายด้วยโฟมล้างหน้าที่ใช้อยู่เป็นประจำนั่นแหละ


ตอนนี้เรากำลังฮิตโฟมล้างหน้าของ Neutrogena Fine Fairness Cleanser ที่เป็นสูตรหน้า
ขาว เพราะว่ามันไม่ค่อยมีฟอง   แล้วเนื้อโฟมมันก็นุ่มๆ ดี  ล้างแล้วหน้าไม่แห้งตึง  ใครที่บ่นว่าโฟมบางยี่ห้อ พอล้างออกแล้วทำไมมันรู้สึกหนืดๆ ลื่นๆ จะบอกว่านั่นมันคือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่โฟมมันหลงเหลือไว้ให้ผิวนะ ไม่ใช่การล้างหน้าไม่สะอาดแต่อย่างใด อย่าตกใจไป


การใช้ Cleansing Oil มันประหยัดเวลาในการทำควาสะอาดผิวหน้าให้เรามากทีเดีวเลยแหละ เพราะส่วนใหญ่แล้ว เราจะเขียนขอบตาแทบทุกวัน และมักจะกลับถึงบ้านดึกๆ แทบทุกวัน ไม่ต้องการอะไรที่ยุ่งยากอยู่แล้ว มันเลยถูกใจเราเป็นที่สุด บางคนอาจจะเคยใช้ออยล์แบบที่เราแนะนำล้างหน้ากันมาก่อนนะ แต่ก็บอกว่าใช้แล้วมีผื่นๆ ขึ้น หรือหน้ามันๆ เราก็ลืมถามไปว่า ใช้ออยล์เสร็จแล้ว ได้ล้างตามด้วยโฟมอีกรอบนึงรึเปล่า เพราะถ้าล้างความมันจากออยล์ออกไม่หมด ก็มีสิทธิ์เป็นสิวได้เหมือนกันนะ


แล้วก็ไม่ต้องไปซื้อออยล์ยี่ห้อแพงอะไรมากหรอก พวก Shu Uemura หรือ Bobbi Brown น่ะ เราว่าแพงเกินไปหน่อย ใช้แบรนด์ญี่ปุ่นระดับกลาง คุณภาพก็โอเคแล้วล่ะ




ลองใช้กันดูนะ เพื่อความประหยัดเวลา หน้าไม่เหี่ยว และจะได้ไม่ต้องมีข้ออ้างในการขี้เกียจล้างหน้าให้สะอาดไง

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Dark Side of My Eyes

เมื่อหลินปิงไม่ได้อยู่ใน
สวนสัตว์เชียงใหม่ แต่
มาอยู่ที่ใต้ตาของเรา
แทน แถมพกเอารอย
เหี่ยวย่นมาเป็นเพื่อน
ด้วย อย่าได้ชะล่าใจ
เด็ดขาด ต้องรีบจัด
การโดยด่วน ขืนทิ้ง
ไว้นาน ดวงตาที่ควร
จะเป็นหน้าต่างของ
หัวใจ จะกลายเป็น
ตัวบ่งบอกอายุ (มาก)
ไปแทน

มาดูตัวช่วยสลายความ
ดำคล้ำใต้ตากันดีกว่า
ว่ามียี่ห้อไหนพอช่วย
ได้บ้าง จัดแบ่งตาม
ระดับราคาเลยนะ





ไม่เกิน 500 บาท


1. Olay Total Effects Eye Cream ราคา 495 บาท

    เนื้อครีมเนียนๆ สีเนื้อ ไม่มัน ไม่เยิ้ม  ทาแล้วไม่แสบตา คนใช้คอนแทคเลนส์อย่างเรา ทาได้สบาย
    เลย ช่วงนี้ติดใช้ตัวนี้อยู่ เพราะทาแล้วไม่ทำให้อาย ไลน์เนอร์ละลาย ถึงมันจะไม่ได้ทำให้ตาดำคล้ำ
    หายไปได้เหมือนเสก แต่ว่าก็ช่วยให้ตาไม่เหี่ยวมากกไปกว่านี้นะ

     4 ดาว






ไม่เกิน 1200 บาท


2. Clinique All About Eyes Rich ราคา 1400 บาท

    ตัวนี้ทาแล้ว หนักตานิดๆ เพราะเนื้อครีมมันค่อนข้างจะ rich มากๆ เหมาะกับคนที่ใต้ตาแห้งๆ มีริ้ว
    รอยเหี่ยวย่นเยอะๆ นะ ของยี่ห้อนี้เหมาะกับคนที่แพ้น้ำหอมในเครื่องสำอาง และคนที่ผิวแพ้ง่ายดี
    เพราะว่ามันไม่มีกลิ่นน่ะ แต่ว่าเราไม่ค่อยชอบแฮะ เพราะเราชอบกลิ่นหอมๆ มากกว่า

     3 ดาว






ไม่เกิน 2000 บาท

3. Dr. Andrew Weil for Origins Plentidote Mega - Mushroom Eye Serum
    ราคา 1900 บาท

    ด็อกเตอร์เห็ดที่คนชอบใช้กัน อยากจะบอกว่าทาแล้วแสบตามาก ไม่รู้ทำไม แต่คนอื่นอาจจะไม่เป็น
    ก็ได้นะ แถมมันยังเป็นซีรั่มที่ทาแล้วมันมากอีกต่างหาก ทาแล้ว เขียนอายไลน์เนอร์ทีไร ดูละลายๆ
    ชอบกล แต่มันก็ช่วยให้ตาไม่เหี่ยวดีอยู่หรอก

    2 ดาว


สรุปว่าตอนนี้ชอบของถูกมากกว่าแฮะ ใช้ Olay แล้วถูกใจตรงที่
เนื้อเนียนไม่มัน ไม่เป็นคราบดี